หน้าหลัก > บทความสุขภาพ > จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคหัวใจหรือเปล่า

จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคหัวใจหรือเปล่า

จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคหัวใจหรือเปล่า

 
เกือบทุกคนคงเคยมีอาการอาการแน่นท้อง จุกยอดอก แน่นหน้าอก แน่นในลำคอ กันมาบ้างแล้ว
หลายคนเคยมีประสบการณ์มาแล้วคนละหลายๆ ครั้ง
 
แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า อาการเหล่านี้เป็นอาการผิดปกติของระบบทางเดินอาหารแบบธรรมดา
หรือมีสาเหตุมาจากโรคหัวใจขาดเลือดกันแน่ ก่อนอื่นต้องถามตัวเองก่อนว่า มีปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดโรคหัวใจขาดเลือด
มากแค่ไหน เช่น
 
1. อายุขึ้นเลขสี่หรือยัง หลายคนยังเชื่อสุภาษิตฝรั่งที่ว่า ชีวิตเริ่มต้นเมื่อวัย 40 ความจริงน่าจะเป็นชีวิต
ที่ต้องระวังสุขภาพอย่างมาก เริ่มต้นที่วัย 40 มากกว่า
2. บุหรี่ คุณสูบบุหรี่หรือเปล่า ถ้าเคยสูบแต่เลิกแล้วก็ต้องถามต่อว่า เลิกมานานแค่ไหน และเมื่อตอนที่ยังสูบอยู่
สูบหนักแค่ไหน
3. ไขมันในเลือด สูงหรือเปล่า ต้องถามตัวเองก่อนว่าเคยตรวจสุขภาพกันบ้างหรือเปล่า
ถ้าเคยตรวจ ตรวจครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ และผลการตรวจเป็นอย่างไร  คนที่มีไขมันในเลือดสูง
มีความเสี่ยงกับการเป็นโรคหัวใจมากกว่าคนที่มีไขมันในเลือดปกติ หรือต่ำกว่าหลายเท่า
เพราะไขมันนั่นแหละคือตัวการสำคัญที่จะไปจับตามผนังหลอดเลือด และทำให้หลอดเลือดอุดตัน โดยเฉพาะหลอดเลือด
ที่ไปเลี้ยงหัวใจ
4. เบาหวาน น้ำตาลในเลือดที่สูงกว่าปกติ และเป็นเวลานานๆ โดยไม่มีการควบคุมให้ดีพอ ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง
ที่จะทำให้ผนังหลอดเลือดอ่อนแอ ไม่แข็งแรง และเป็นสาเหตุของหลอดเลือดหัวใจตีบตันได้
5. ความดันโลหิตสูง เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง เพราะคนที่มีความดันโลหิตสูงใช่ว่าจะทำให้เลือด
มีแรงดันที่จะไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ดีกว่าคนที่ความดันโลหิตปกติ ตรงกันข้าม กันมันกลับทำให้หลอดเลือด
เกิดการหดเกร็งตัว และทำให้หัวใจขาดเลือดได้อีกเหมือนกัน


อาการสำคัญอีกอย่างหนึ่งของโรคหัวใจขาดเลือดก็คือ อาการเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย แม้เพียงเดินหรือทำงาน
ที่เคยทำได้สบายๆ มาบัดนี้เพียงนิดหน่อยก็ดูเหมือนว่าจะเหนื่อยเสียแล้ว


อย่างไรก็ตาม วิธีที่ดีที่สุดที่จะบอกให้ได้แน่นอนว่า อาการต่างๆ ที่น่าสงสัยนั้นเป็นอาการหนึ่งของโรคหัวใจ
หรือเปล่าก็คือ การไปพบแพทย์เพื่อตรวจเช็คให้แน่ชัด ดังนี้


1. อย่าผลัดวันประกันพรุ่ง ควรรีบไปทำการตรวจรักษา เพราะอาจเป็นอาการเริ่มต้นของโรคหัวใจได้
2. คุณหมอจะมีวิธีตรวจให้รู้ได้อย่างไร ว่าคุณเป็นโรคหัวใจหรือเปล่า ซึ่งมีขั้นตอน ดังนี้
2.1 แพทย์จะเริ่มจากการสอบถามประวัติอาการเจ็บป่วยต่างๆ ที่พึงสงสัยรวมทั้งปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ของคุณ
2.2 จากนั้นแพทย์ก็จะตรวจร่างกายทั่วไปทั้งตัว ทุกระบบของร่างกาย รวมทั้งระบบหัวใจและหลอดเลือด
มีการฟังการเต้นของหัวใจ วัดความดันโลหิต
2.3 ตามด้วยการเอกซเรย์ทรวงอกและตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) ตามปกติ และการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ
ขณะออกกำลังกาย (Exercise Stress Test : EST)
3. คราวนี้หากสงสัยว่าเป็นโรคหัวใจ การตรวจที่จะบอกได้แน่ชัดอีกก็คือการตรวจฉีดสี เพื่อดูเส้นเลือดหัวใจ
หรือที่เรียกว่าการสวนหลอดเลือดหัวใจ


วิธีการตรวจความผิดปกติของหัวใจ
1. การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram)
2. การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ หรือที่เรียกว่า “EKG” เป็นการตรวจคลื่นไฟฟ้าที่เกิดขึ้น
ในกล้ามเนื้อหัวใจ โดยจะมีรูปแบบของคลื่นไฟฟ้าอัตรา และจังหวะการเต้นของหัวใจอาจเปลี่ยนแปลงไปตามความผิดปกติของหัวใจ
การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจถือว่าเป็นการตรวจที่ง่าย
และสะดวก ผู้รับการตรวจจะไม่เจ็บจากการตรวจ
การตรวจทำได้โดยการวัดคลื่นไฟฟ้าของหัวใจผ่านทางเอาสื่อนำคลื่นไฟฟ้าขนาดเล็ก  ที่วางไว้ตามจุดต่าง ๆ ของร่างกาย
ได้แก่ บริเวณหน้าอก แขน และขา แล้วบันทึกกราฟแสดงคลื่นไฟฟ้าหัวใจนั้นลงบนกระดาษ ขั้นตอนการตรวจนี้ใช้เวลาไม่เกิน
10 นาที
แต่บางที เราก็อาจจะไม่พบสิ่งผิดปกติในคลื่นไฟฟ้าหัวใจของผู้ที่มีปัญหาโรคหัวใจบางชนิดได้ในการตรวจตามธรรมดา
เนื่องจากถ้าหากหัวใจไม่ได้ทำงานหนักขึ้นการเปลี่ยนแปลงของคลื่นไฟฟ้าหัวใจอาจจะยังไม่เกิดขึ้น ซึ่งอาจต้องใช้การทดสอบ
สมรรถภาพหัวใจด้วยการออกกำลังกายต่อไป
3. การตรวจสมรรถภาพหัวใจ (Exercise Stress Test)
เป็นการตรวจสมรรถภาพของหัวใจโดยให้ผู้ป่วยออกกำลังกายด้วยวิธีการต่างๆ เช่น เดินบนสายพานเลื่อน เพื่อทดสอบว่า
เมื่อหัวใจมีความต้องการในการใช้ออกซิเจนจากเลือดเพิ่มมากขึ้นในขณะที่ออกกำลังกาย และจะเกิดภาวะ การขาดเลือดขึ้นหรือไม่
เนื่องจากหากผู้ป่วยมีภาวะของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจตีบตันอยู่ก็จะทำให้มีเลือด ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้เพียงพอเมื่อต้อง
ออกกำลังกาย และจะมีผลทำให้คลื่นไฟฟ้าหัวใจเปลี่ยนแปลงไป บางราย จะเกิดอาการเจ็บจุกแน่นหน้าอก และอาจเป็นอันตราย
ได้หากผู้ป่วยไม่ได้ทราบมาก่อนว่าเกิดจากโรคหัวใจ
การตรวจเริ่มต้นด้วยการให้เดินบนสายพานโดยเริ่มจากช้าๆ แล้วเร่งความเร็วขึ้นจนได้ข้อมูลเพียงพอในการวินิจฉัย ใช้เวลาทด
สอบประมาณ
30 นาที และควรงดอาหารก่อนการทดสอบประมาณ 1 – 2 ชั่วโมง เพื่อป้องกันอาการจุกเสียด เวลาเดิน สวมเสื้อผ้า
และรองเท้าที่สบายๆ
4. การตรวจความผิดปกติของหลอดเลือดขนาดใหญ่ด้วยเครื่อง ABI
ตรวจความผิดปกติของหลอดเลือดขนาดใหญ่ ช่วยบ่งชี้ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอัมพาต อัมพฤกษ์
ซึ่งเมื่อพบความผิดปกติสามารถพิจารณาให้ยาเพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงรวมทั้งการบริการตรวจดัชนีการแข็งตัวของหลอดเลือด
โดยใช้เครื่องวัด
ABI (Ankle-Brachial Index) ซึ่งเป็นการวัดความผิดปกติของ หลอดเลือดด้วยการวัดแรงดันโลหิตตรงส่วนปลายขา
เทียบสัดส่วนกับแรงดันโลหิตที่แขนข้างเดียวกัน ซึ่งเป็นการ บ่งชี้ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอัมพาต อัมพฤกษ์ได้
5. การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง (Echocardiography)
การตรวจหัวใจภายนอก โดยใช้เทคโนโลยีทางคอมพิวเตอร์ช่วยในการตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง
จะ ทำให้เห็นการเคลื่อนและการบีบตัวของหัวใจว่าปกติดีหรือไม่ ความเร็ว และความดันเลือดเป็นอย่างไร ตลอดจนตรวจดูความพิการ
ของหัวใจ การทำงานของลิ้นหัวใจ และโรคหัวใจชนิดอื่น ๆ ใช้เวลาในการตรวจประมาณ
20–30 นาที ทำให้ทราบถึงรูปร่างของหัวใจ
ความหนาของผนังหัวใจผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นกับลิ้นหัวใจ สามารถดูการเคลื่อนไหวของผนังหัวใจเปรียบเทียบกัน ทั้งขณะที่พักหรือนอนเฉยๆ กับขณะที่มีการออกกำลังกาย การตรวจวิธีนี้สามารถดูได้จากจอแสดงผล และบันทึกเก็บไว้เป็นรูปภาพได้เพื่อการตรวจสอบต่อไปในอนาคต 
บางคนเรียกการตรวจวิธีนี้ว่า “ตรวจเอ็กโคหัวใจ”

วิธีปฏิบัติตนขั้นต้นเมื่อเป็นโรคหัวใจ
การปฏิบัติตนเมื่อเป็นโรคหัวใจสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้มีขั้นตอนดังต่อไปนี้
1. พยายามทำจิตใจให้เบิกบาน คือ ผู้ป่วยที่ป่วยเป็นโรคนี้แล้วควรพยายามทำจิตใจให้เบิกบานเพื่อทำให้เลือดไปหล่อเลี้ยง
สมอง
ได้ดีขึ้นและป้องกันการเกิดความเครียดซึ่งจะเป็นสาเหตุที่ทำให้หัวใจล้มเหลวและอาจถึงแก่ชีวิตได้
2. ต้องการความสุขและความสบายใจให้กับจิตใจ คือ จากข้อมูลการศึกษาค้นพบว่าผู้ป่วยทุกคนล้วนแต่ต้องการความสุข
และความสบายใจจากบุคคลทั้งในครอบครัวและสังคม เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่มักขาดกำลังใจที่จะอยู่ต่อไป แต่ถ้าเมื่อใดก็ตามที่ได้รับ
ความสุขและความสบายใจจากคนในครอบครัวหรือสังคมแล้วผู้ป่วยจะมีกำลังใจและมีความสุขซึ่งถือว่าเป็นภูมิคุ้มกันที่ดีต่อตนเองมากขึ้น
3. ควรรับประทานยาที่แพทย์สั่งให้ตรงต่อเวลาตามที่แพทย์สั่ง เพราะจะทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่อโรคนี้เพิ่มมากขึ้น
4. ควรเข้ารับการรักษาเป็นประจำ ถึงแม้ค่าใช้จ่ายจะดูสูงเกินไปแต่ผู้ป่วยไม่ควรหยุดการรักษาเพียงเท่านั้น แต่ควรเข้ารับการรักษาเป็นประจำทุกเดือนหรือทุกครั้งที่มีอาการของโรคเกิดขึ้น
5. ผู้ป่วยควรมีคนคอยดูแลอยู่อย่างใกล้ชิด เผื่อว่าหากมีอาการของโรคเกิดขึ้นกับตัวผู้ป่วยเอง คนที่คอยดูแลผู้ป่วยอยู่จะได้รีบ
พาผู้ป่วยไปโรงพยาบาลเพื่อให้คณะแพทย์ทำการรักษาได้อย่างทันท่วงที
6. รับประทานอาหารที่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญทางด้านโภชนาการอาหารแล้วว่ามีส่วนช่วยให้มีอาการดีขึ้น
หรืออาจจะหาอ่านวิธีทำอาหารตามตำราอาหารหรือหาข้อมูลจากหนังสือตำหรับอาหารเอาไว้ทานเองก็ได้เช่นกัน
7.  ควรออกกำลังกายเป็นประจำเพราะการออกกำลังกายเบาๆ เช่นรำไทเก๊ก เล่นหมากรุก หรือบริหารร่ายการในท่าที่ตนสามารถ
ทำได้จะทำให้เส้นเลือดไหลเวียนเข้าสู่หัวใจในอัตราที่พอเหมาะทำให้หัวใจขยายตัวออกได้แต่ไม่ทำให้หัวใจล้มเหลว แต่ไม่ควรหักโหม
มากนักเพราะยิ่งหักโหมโอกาสเป็นหนักขึ้นก็ยิ่งมีมากตามไปด้วย
 
นอกจากนี้ผู้ป่วยควรมองโลกในแง่ที่ดีเอาไว้ไม่ควรมองโลกในแง่ร้าย มิเช่นนั้นอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของท่านเองมากขึ้น
และผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยไม่ควรจะทำให้ผู้ป่วยเสียใจ แต่ควรให้กำลังใจ ให้คำปรึกษา แก่ผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดและคอยเป็นกำลังใจให้กับ
ผู้ป่วยตลอดเวลา.
 
ด้วยความปรารถนาดีจากโรงพยาบาลเอกชล โทรศัพท์ 038-939-999 ศูนย์หัวใจ ต่อ 1167-8

โรงพยาบาลเอกชล 68/3 ถนนพระยาสัจจา ต.บ้านสวน อ.เมือง จ.ชลบุรี 20000
โทรศัพท์ (038)273840-7, (038)939999 โทรสาร (038)273848